... สืบเนื่องจาก entry เดือนกันยายน ปี 2006
ผมเสีย greatest girl ของผมไปแล้ว เดือนเมษาปีก่อน
นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมผมเลิกเขียน blog ที่นี่ ...
เออมันอาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ผมก็หมดอารมณ์จะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
เราคบกันมาสี่ปีกว่า.. สองปีแรกหวานชื่น ส่วนสองปีหลัง...ผมเบื่อ
เบื่อด้วยเหตุผลโง่เง่าว่าเธอดีเกินไป
ผมใช้เวลาสองปีหลังพยายามบอกเธอว่าเราควรจะเลิกกัน
ว่าเธอคงมีความสุขกว่าถ้าไม่มีผม
ว่าถ้าเธอร้องไห้เสียใจมากมายเวลาเราทะเลาะกันทำไมเราไม่เลิกกันไปเลย จะทนอยู่ทำไม
ผมเฮงซวยอย่างงั้นแหล่ะ
ยิ่งคบกับเธอนานผมยิ่งรู้สึกตัวเองเลวร้ายลงทุกที
ความพยายามสองปีของผมเป็นผลสำเร็จ
.. เดือนเมษาปีที่แล้ว เราเลิกกัน หลังจากระหองระแหงกันมาเป็นแรมปี
เธอไม่ได้โกรธ เธอไมได้เกลียด
เธอแค่ให้เหตุผลว่า เธอไม่มีอะไรจะให้ผมได้อีกแล้ว
ประโยคคล้ายๆกับที่ เจ อนิสตัน พูดกับ วินซ์ วอน ในตอนจบเรื่อง เดอะ เบรคอัพ
ผมใช้เวลาสองอาทิตย์แรก เฉลิมฉลองอิสระภาพใหม่
แต่แล้ววันแรกในอาทิตย์ที่สามเหมือนฟ้าผ่า ผมตกหลุมรักเธอ
ทุกคนลงความเห็นว่าเพราะเลิกไปแล้วถึงได้เห็นค่า หรือไม่ผมมันก็ไอหมาหวงก้าง
แต่มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น ผมตกหลุมรักเธอฉับพลันทันด่วน
แถมรักหัวปักหัวปำเหมือนรักแรกของเด็กมปลาย
ความรักเลอะเทอะที่ผมเคยด่าเพื่อนไม่กี่อาทิตย์ก่อนหน้าจะเจอกับตัว
เพื่อนที่โทรมาร้องห่มร้องไห้ทุรนทุรายจะตายซะให้ได้เมื่อแฟนนอกใจ
ตอนนั้นผมด่ามันว่าบ้า ไร้สาระ ไม่มีใครอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีอีกคน .. เรามีพ่อ มีแม่ มีเพื่อนมีคนที่รักเรา
แล้วทำไมต้องจะเป็นจะตายเพราะผู้หญิงคนเดียว
ผมร่ายยาวใส่มัน ขุดความรู้จิตวิทยาทั้งปริญญาที่ผมเรียนมานั่งให้คำปรึกษา
ว่าค่าของตัวเรานั้นอยู่ที่ตัวเอง .. การถูกทิ้งไม่ได้แปลว่ามึงไร้ค่า
เอาเถอะ
แล้วตอนนี้ คำพูดเหล่านั้นย้อนกลับมาหาตัวเอง
ทฤษฏีที่เรียนมา.. ใช้ไม่ได้ซักข้อ
"มึงไม่เคยมีความรักมึงไม่รู้หรอก..."
จริงของมันบางเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวก็คงไม่มีทางรู้
เป็นแบบนั้นแหล่ะ